วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทบาทของข้าราชการระดับล่าง

1. สรุปความจาก Marcia K. Meyers and Susan Vorsanger. (2003) Street-Level Bureaucrats and the Implementation of Public Policy.


             งานของ Meyers และ Vorsanger กล่าวถึง บทบาทและความสำคัญที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการ (Street-Level Bureaucrats) มีต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนการกำกับดูแล การควบคุมและแรงจูงใจของข้าราชการระดับปฏิบัติการ โดย Meyers และ Vorsanger เห็นว่า การศึกษาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติที่ผ่านมา ข้าราชการระดับปฏิบัติมักจะถูกมองว่า เป็นกลุ่มที่ไร้อำนาจ หรือมีอำนาจน้อยมากในการตัดสินใจต่างๆ หรือถูกมองว่าเป็นข้าราชการที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ทั้งที่ในทางปฏิบัติข้าราชการกลุ่มนี้ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งการเลือกวิธีปฏิบัติ การแทรกแซงและการจัดสรรผลประโยชน์ตามนโยบายแก่ประชาชน และหลายครั้งที่ข้าราชการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการปรับนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

            โดยประเด็นเกี่ยวกับข้าราชการระดับปฏิบัติการที่ Meyers และ Vorsanger เห็นว่า มีความสำคัญต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ ระดับความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติของการกำกับดูแล และการควบคุม ในขณะที่ระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมดุลระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้บังคับบัญชา ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะส่งผลให้ข้าราชการระดับปฏิบัติการนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมที่เป็นทางการได้ ซึ่งหน่วยงานอาจจะทำการกำกับดูแลข้าราชการระดับปฏิบัติการนี้ผ่านทางกฎระเบียบที่เป็นทางการ, การให้สิ่งจูงใจแก่ผู้ปฏิบัติ หรือการควบคุมทรัพยากรที่จัดสรรให้แก่ข้าราชการ ซึ่งจุดนี้จะมีผลต่อระดับความเป็นอิสระในการตัดสินใจของข้าราชการได้อีกทางหนึ่ง

             อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติของข้าราชการระดับปฏิบัติการ คือ อุดมคติ ความคิด และค่านิยมของข้าราชการที่มีต่อสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ภาระงาน และการสนับสนุนที่เพียงพอ มิติดังกล่าวนี้ จะมีผลต่อการยอมรับหรือการต่อต้านนโยบายใหม่ๆ และเมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติก็อาจจะส่งผลให้ตัวเป้าหมายของนโยบายถูกบิดเบือนหรือหันไปยึดถือเป้าหมายอื่นแทน ในกรณีที่เป้าหมายนั้นไม่ตรงกับความคิด ความเชื่อของตัวข้าราชการ

             สำหรับประการสุดท้ายที่ส่งผลต่อกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติก็คือ ระดับความร่วมมือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย, ผู้ปฏิบัติและผู้รับบริการ ซึ่งกลุ่มคนในแต่ละกลุ่มนี้มักจะจัดลำดับความสำคัญในเป้าหมายหรือตัวนโยบายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การตระหนักถึงความแตกต่างดังกล่าวนี้ จะช่วยให้การนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น

2. สรุปความจาก Street-level bureaucracy: the critical role of street-level bureaucrats ของ Michael Lipsky


              Lipsky กล่าวถึง ข้าราชการระดับปฏิบัติการ (street- level bureaucrats) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะในหลากหลายมิติ โดยการนำนโยบายไปปฏิบัติ หรือการส่งสินค้าและบริการไปสู่ผู้รับบริการในหลายกรณี ข้าราชการเหล่านี้ ถือเป็นผู้ให้บริการสาธารณะที่มีปฏิสัมพันธ์กับพลเมืองโดยตรง และมีบทบาทในการใช้ดุลยพินิจ การควบคุมและจัดสรรทรัพยากรขององค์การสาธารณะที่จะให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจนโยบายได้เช่นกัน ซึ่งการตัดสินใจและการปฏิบัติของข้าราชการระดับปฏิบัติการนี้ มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การจัดสรรประโยชน์หรือการจำกัดโอกาสที่ประชาชนจะได้รับจากนโยบาย

            นอกจากนี้ ข้าราชการระดับปฏิบัติการ ยังถือเป็นตัวแทนความคาดหวังของพลเมืองในด้านความยุติธรรมและความมีประสิทธิภาพของรัฐบาล แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่มีข้อจำกัดในการแทรกแซงหรือการมีอำนาจตัดสินใจที่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม การที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการนี้ มีส่วนในการดึงทรัพยากรสาธารณะเป็นไปจำนวนมาก จึงส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการจัดบริการสาธารณะกับภาระค่าใช้จ่ายของรัฐด้วยเช่นกัน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานในการนำนโยบายไปปฏิบัติ

สรุปความจาก Lorence J. O’Toole, Jr. (2003) Interorganizational Relations in Implementation.


               งานของ O’Toole ให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่ส่งผลต่อกระบวนการนำนโยบายไปฏิบัติและความสำเร็จของนโยบาย โดยมีคำถามสำคัญคือ จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่นและส่งผลดีต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ

               โดย O’Toole เห็นว่านโยบายสาธารณะประเภทใดก็ตามที่ต้องดำเนินการโดยอาศัยหน่วยงานตั้งแต่2 หน่วยงานขึ้นไป การนำนโยบายไปฏิบัติก็จะมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น และมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

               เนื่องจากแต่ละหน่วยงานจะมีธรรมชาติ ภารกิจ มุมมอง ค่านิยม ตลอดจนเป้าหมายและวัตถุประสงค์การดำเนินงานที่แตกต่างกัน ในขณะที่การติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามสายการบังคับบัญชาโดยตรง ดังนั้น การสร้างระบบการการติดต่อประสานงาน ระบบข้อมูลข่าวสารร่วม เพื่อสร้างการรับรู้และการเข้าใจร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

              ประเด็นต่อมาที่ O’Toole ชี้ว่า มีความสำคัญคือ ระดับการพึ่งพาทรัพยากรที่มีต่อหน่วยงานอื่นว่าเป็นไปในลักษณะแบบใด อาทิ reciprocal, pool หรือ sequential เป็นต้น ซึ่งในแต่ละรูปแบบนี้ การมีตัวแสดงหรือหน่วยงานเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลที่แตกต่างกันได้ทั้งในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อการประสานงานและการนำนโยบายไปปฏิบัติ เช่น การที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นในรูปแบบของการใช้ทรัพยากรแบบsequential อาจจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการ เพราะมีหน่วยงานแทรกเข้ามาในกระบวนการที่ต้องอาศัยทรัพยากรแบบเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน แต่ในขณะที่การเพิ่มหน่วยงานในรูปแบบการใช้ทรัพยากรแบบ pool ก็อาจจะมีผลให้การบริการรวดเร็ว และครอบคลุมมากขึ้นได้ กล่าวคือ งานของ O’Toole ได้ชี้ให้เห็นว่า การมีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้น มิได้หมายความว่า จะต้องนำไปสู่ความยุ่งยากและความล้มเหลวเสมอไปนั่นเอง

Introduction to Implementation

สรุปความจาก Soren C. Winter (2003)

              Soren C. Winter (2003) Implementation. ได้นำเสนอตัวแบบผสมผสานเพื่อใช้ในการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยตัวแบบของ Winter ให้ความสำคัญทั้งกับสมรรถนะ (performance) และ ผลลัพธ์ (outcome) ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่เป็นทางการของนโยบายควบคู่กัน และได้จำแนกกลุ่มของปัจจัยที่ส่งผลการนำนโยบายไปปฏิบัติ ไว้ดังนี้


              กลุ่มปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ก็คือ กระบวนการกำหนดนโยบาย (policy formulation process) และการออกแบบนโยบาย (policy design) ซึ่งเป็นประเด็นที่ Winter เห็นว่า นักวิชาการหลายคนได้ละเลยหรือลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการกำหนดนโยบาย, การออกแบบนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติ เนื่องจากปัญหาหลายประการที่พบในการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้น มักจะเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการกำหนดนโยบายแล้ว อาทิ การระบุเป้าหมายที่คลุมเครือ การไม่มีฐานทางทฤษฎีที่เหมาะสมเพียงพอ รวมทั้งการขาดการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายกับวิธีการปฏิบัติ การออกแบบโครงสร้างของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบภารกิจที่ไม่เหมาะสม การจัดสรรทรัพยากรเพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายอย่างไม่สมดุล ในขั้นการออกแบบนโยบายนั้น ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้งสิ้น

              กลุ่มปัจจัยประการต่อมา คือ กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ มีความสัมพันธ์กับระดับความผูกพันและการประสานงานทั้งภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงาน ซึ่งผลสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ จะต้องเริ่มต้นจากการตกลงและความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลต่อๆมาในการตัดสินใจ (O’ Toole and Montjoy, 1984) นอกจากนี้ ระดับการพึ่งพาทรัพยากรระหว่างหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องว่าเป็นไปในลักษณะต่างตอบแทน หรือจำต้องอาศัยผลลัพธ์การดำเนินงานของหน่วยงานอื่น เพื่อนำมาเป็นปัจจัยนำเข้าในการปฏิบัติงาน ก็อาจจะเป็นปัญหาต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่มีแรงจูงใจที่เพียงพอในการที่จะร่วมมือกันแล้ว ปัญหาและความขัดแย้งระหว่างก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งการออกแบบนโยบายที่ดีจะสามารถเข้ามาลดทอนปัญหาในจุดนี้ได้

             พฤติกรรมของข้าราชการระดับปฏิบัติการ (street- level bureaucrats) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์กับใกล้ชิดกับผู้รับริการหรือกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย และการที่ข้าราชการระกับปฏิบัติการนี้ต้องปฏิบัติงานในสถานการณ์หรือการมีข้อจำกัดในทรัพยากรที่แตกต่างกัน ก็จะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ หรือเลือกให้ความสำคัญกับบางประเด็นหรือคนบางกลุ่มมากกว่าได้ กล่าวคือ ข้าราชการลุ่มนี้สามารถที่จะดัดแปลงเป้าหมายนโยบายหรือการรับรู้ของผู้รับบริการต่อตัวนโยบายได้อีกทางหนึ่งด้วย

              ประเด็นต่อมาที่ตัวแบบผสมผสานของ Winter ให้ความสำคัญคือ กลุ่มเป้าหมายของนโยบาย ทั้งในด้านความหลากหลายในพฤติกรรม ขอบเขตและขนาดของกลุ่มเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีบทบาทต่อตัวนโยบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสมรรถนะและในการปฏิบัติงานของข้าราชการระดับปฏิบัติการอีกด้วย และประการสุดท้ายที่มีความสำคัญต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ บริบททางสังคม-เศรษฐกิจที่ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำนโยบายไปปฏิบัติเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเพิ่มคำสั่ง gpedit.msc ใน windows7 Home

สำหรับคนที่ใช้วินโดว์ 7 เวอร์ชั่น Home ไม่ว่าจะเป็น Home Basic หรือ Home Premium แต่ต้องการจะใช้คำสั่ง gpedit.msc เพื่อปรับเปลี่ยนค่าต่างๆของวินโดว์ (ซึ่งคำสั่งนี้จะมีเฉพาะในรุ่น Professional และ ultimate) สามารถเข้าไปดูวิธีการได้ที่เว็บ http://www.vistax64.com/tutorials/265870-gpedit-msc-all-editions-vista.html
ถึงตัวโปรแกรม และวิธีการที่เจ้าของเว็บได้โพสต์ไว้จะเป้นการดัดแปลงสำหรับ vista แต่ก็สามารถใช้กับ วินโดว์ 7 ได้นะครับ ผมลองใช้กับวินโดว์ 7 Home Basic ก็ใช้ได้ครับ
ปล. เจ้าของเว็บเขาเขียนว่า โปรแกรมของเขายังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งอาจจะมีบั๊กหรือความผิดพลาดบางอย่างได้ ก็ลองๆดู ละกันนะครับ

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สุนัขหาย


รบกวนช่วยตามหาสุนัขพันธ์ลาบาดอร์ สีน้ำตาล ชื่อสก็อต อายุประมาณ 3 ปี เพศผู้ หายไปจากที่โรงแรมพุแคอินท์ บริเวณสวนพฤกษศาตร์พุแค ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 - 7 โมงเช้า ของวันที่ 23 พ.ค. 53 ผู้ใดพบเห็นกรุณาติดต่อที่ 086-1222549 หรือ 089-0866000 มีเงินรางวัล10,000 บาทมอบให้

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ขอชี้แจงนะครับ

สำหรับการนำเสนอบทความในบล็อกของผมในครั้งต่อๆไป จะเป็นในแบบของการ review หรือ สรุปย่อประเด็นสำคัญจากบทความที่ผมคิดว่าน่าสนใจ ส่วนบทความเก่าของผม คิดว่ายังคงพอค้นหาผ่านทาง search engine ต่างๆ ได้อยู่นะครับ อาจจะไม่สะดวกนัก (สำหรับคนที่เคยอ่านงานของผม ซึ่งคิดว่าคงมีไม่กี่คนมั้ง) เพราะผมเกรงใจอาจารย์ และต้องขอโทษอาจารย์ทุกๆท่านที่ได้สอนผมมา ผมคิดว่างานของผมเองยังมีข้อบกพร่องอยู่พอสมควร บางช่วงอ้างอิงไม่ครบ ลืมบ้าง รีบบ้าง หรือมีการตีความที่ผิดลาด และบางช่วงก็ขาดความชัดเจน ประมาณว่ากลับมาอ่านงานตัวเองยังงงเลย แต่งานบางชิ้นผมก็ได้มีการใส่คอมเมนต์ของอาจารย์บางท่านไว้ในตอนท้าย หรือตรงส่วนความคิดเห็นบ้าง (เช่น ประเด็นที่อาจารย์ว่า ไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจน) แต่ยังได้เพียงไม่กี่ชิ้น เพราะความขี้เกียจของผมเป็นหลัก
โดยความตั้งใจครั้งแรกที่ผมนำบทความ หรืองานที่ทำระหว่างเรียนในแต่ละรายวิชามาโพสต์ เพราะ ผมคิดว่า การแบ่งปันสิ่งที่เรารู้ กับคนอื่นรู้ น่าจะเป็นการดี เพราะผมเองก็อาศัยงานของบุคคลอื่น ทั้งจากหนังสือ หรืองานที่ได้จากการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต และหลายครั้งที่เรียน จากการที่ผมอ่อนแอเรื่องภาษาอังกฤษมากๆ จนบางครั้งคิดว่า ทำไมไม่มีงานที่เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่เราอ่านเป็นภาษาไทยเอาไว้บ้าง ก็เลยนำเอางานที่ทำส่งอาจารย์มาไว้ในบล็อก เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับใครๆ บ้าง แต่อย่างที่ว่าไว้ งานของผมยังขาดความสมบูรณ์ และในอีกทางหนึ่งผมก็อยากได้รับความเห็น คำชี้แจงถึงจุดบกพร่องในงานของผมเพิ่มขึ้น
แต่ที่การที่ผมต้องนำบทความบางส่วนออกไป เพราะได้รู้จากน้องๆ ที่เรียนด้วยกันว่า มันมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาอื่น ซึ่งอาจารย์ของผมได้รับเชิญไปบรรยาย โดยมีงานที่ผมโพสต์ไว้ เข้าไปพัวพันด้วย ซึ่งผมเองก็รู้สึกไม่ดี และก็ไม่ได้หวังจะให้เป็นอย่างนั้น และคงต้องกล่าวขอโทษอาจารย์ทุกท่านอีกครั้ง
สำหรับคนที่สนใจอ่านงาน หรือบทความทางรัฐประศาสนศาสตร์ หรือการบริหารงานภาครัฐ ผมพบว่า มีอีกบล็อกหนึ่งที่น่าสนใจมาก และผมคิดว่า เขาเรียบเรียง และนำเสนอได้ดีกว่างานของผมมาก แต่ผมคงไม่บอกชื่อบล็อกให้นะครับ เพราะกลัวว่า จะมีปัญหาเหมือนอย่างที่ผมเจอ แต่บอกได้ว่า อยู่ใน blogspot เหมือนกัน และท่านนี้น่าจะทำงานหรือเกี่ยวข้องกับซีพีออล์นะครับ (อันนี้ไม่แน่ใจมากนะครับ แต่ก้มีแนวโน้มว่าน่าจะใช่) ลองค้นหาดูนะครับ งานของเขาน่าสนใจจริงๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่คนที่เรียนทางด้านนี้มาก

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Confessions of a Trained Observer

By Wolcott, H.
- Wonder one Three-unit course was adequate for doing Ethnographic fieldwork
- To gain experience in participant observation & Interviewing
- What to do / to help become better observer (become oriented to observing and reporting)
- Nexus (ความสัมพันธ์ การเชื่อมโยง) between How to look & What to look for
- Observer skills : note taking, writing, storytelling
- ในบทนี้จะให้ความสำคัญกับ data collection (process of observation)
- Studies in reverse order: how transformation of data can also inform the collection of data
Ethnographic Observation p.153
- Began class by reading excerpt from biography of Nathaniel Shaler “I Become Agassiz’s Pupil” ….Great teachers
- Study small fish
- Caution about damaging the specimen
- Confine attention to the specimen rather than to consult printed sources or converse with others
- Agassiz covertly watching pupil
- Skills of observation & comparison – the self as instrument
Six general issues (in which observation skills are implied) p.155
1. Instead of discussing the observer dimension, we digressed(ออกนอกเรื่อง) to discuss how much one should participate or how participation might unduly (เกินไป ไม่เหมาะสม)
- We glib with nuances that diff. participant-as-observers from observers-as – participant
- Forgetting that in formal education settings investigators seldom are unable to overcome prevailing institutional norms that turn every visitors to passive observer
- ถกเถียงเรื่องจะบอกวัตถุประสงค์ของการวิจัยแก่กลุ่มตัวอย่างหรือไม่ จน Lost sight of basic questions about what and how one actually observes
2. Talk about note-taking แต่ก็มักจะเน้นแต่ mechanical aspects เช่น
- where and when to record
- how to overcome the tediousness (น่าเบื่อ ยาวนาน) of the process
- how to break note into manageable units & how to sort
- But we never address What to put in them
- Field note are only mnemonic devices (เครื่องมือช่วยในการจำ) for fuller details
- We did not turn attention to why our notes could not consist of a few well-chosen words rather detailed and lengthy journals
3. Focus & periphery : concern for context p.156
- Not narrowing research focus too much or too soon
- Need to attend alternative explanations or concomitant events (help understand a setting)
- Big Picture
4. Observer lenses, observer perspectives, observer bias (Personal, Theoretical, Undetected / influence)
- Bias need to be explicated (examine our prejudices)
- แต่ เราจะเริ่มต้นการวิจัยโดยปราศจากอคติได้อย่างไร
- How do we measure quality? …too little too thin thick / rich description
5. Objectivity p. 157
- Pure observing / Objective reporting
- Seeming to accept without reflection
- How involvement or detachment might affect the quality of the observation
- Scientific & humanistic
6. Internal consistency or face validity
- Hard to know precisely what they were observing
- Using intuitive of judgment (เหมาะสมหรือไม่)
- Loss to explain why trust one observer not another (การเยินยอ ยึดติดกับชื่อเสียงของนักวิจัยบางคน คิดว่า นักวิจัยคนหนึ่งน่าเชื่อถือมากกว่าอีกคน แต่บอกไม่ได้เพราะอะไร)
Problems about how to teach skills
1. การเล็คเชอร์แค่ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ทำให้เป็น trained observer ได้
2. ไม่มีโปรแกรมการเรียนที่ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนการเป็นนักสังเกต และคำพูดที่ให้กับนักวิจัยมือใหม่ ก็คือ keep in touch
- In natural laboratory เรามักจะพูดกันแต่ what we observing not How
- Attention was on results not Process
- Never discuss what we felt we were doing or thinking or recording
- How and when to trained observer
3. Uncertainty in actual field setting p. 159
- ยังมีสิ่งที่เราไม่พบอีกหรือไม่ และสิ่งที่เราไม่พบ มีความสำคัญแค่ไหน
4. การสรุป/เข้าใจผิดของนักวิจัย อาจจะยังมีบางสิ่งที่เรายังไม่รู้ แต่เราก็ไปสรุปเพียงจากข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนได้ เช่น สรุปว่าครูใหญ่เป็นคนไม่ดื่มเหล้า แต่มารู้ภายหลังว่า งานสังคมบางอย่าง ครูใหญ่ก็ดื่มบ้าง
- Inattentiveness to details, conversations, events, social cues
- Powers of observation or recall
- คุณสมบัติ / ความสามารถในการสังเกตและความจำของแต่ละคนก็อาจจะไม่เท่ากัน หรือเสื่อมถอยได้ เช่น จดโน้ตไว้มากมาย ไม่ต้องพูดว่าจดอะไรไว้ แต่บางครั้ง แค่เก็บโน้ตไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก
5. การจัดอบรมการเป็นนักสังเกต / การแนะนำเทคนิค (given specific instruction about what to look for) มันเป็นประโยชน์จริงหรือไม่
- Diff. people attend to diff. things
- Ur observe, Ur senses or Ur System …Not me
Strategies for Ethnographic Observers p. 160
- ความเชื่อมโยงระหว่างการสังเกตกับวิชาชีพที่เรียนรู้มา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คำถาม/ปัญหา what do you look at หมดไปได้ทุกสาขาวิชาชีพ
- Each occupation or professional group (Marxist, behaviorist, revisionist, poststructuralist, anthropologist ..) has both customary ways of looking and foci of concern
- Special things about ethnography is its wide scope: commitment to context and holistic approach
- Problem-centered fieldwork VS concern foe context
- ดูเพิ่มเติม อ.ชาย p. 335 – 336 และ อ.สุภางค์ p. 54-55
1. Observe and record everything p. 161
2. Observe and look for nothing- nothing in particular
- Watch for bumps
- Helpful in too-familiar settings and in too-complex
3. Look for paradoxes
4. Identify the key problem confronting a group
- Focus on something rather than everything
Context as an Observer Guide p. 164
- Ethnographers hold context in high regard
- Context give a push (what should do)
1. Past influences
- Talking & reading about who have looked at setting similar to those we are bserving
- Reflect immediate experience & long tradition
- At ease at conceptualizing in terms of institutions, power and status allocation of scare resources …
- Social science and subtraditions or schools: There are disciplines and traditions to guide ex Freudian interpretations
- แต่ต้องตระหนักว่า ready-made glasses: No pair suits everybody
- การใช้คำศัพท์ทางวิชาการอาจจะช่วยให้งานวิจัยดูดีขึ้น แต่ก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นก็ได้
2. Present Influences: to accomplish in a given time, with given resources, under specific conditions
- Observation derive from assignment
- Limitations such as
- Funding
- Time available
- การไม่สามารถอยู่สองที่ได้ในเวลาเดียวกัน
- เวลาที่ต้องใช้ในการเขียนรายงาน
- ความยากในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล
- Ethical fads
3. Case in point: สิ่งที่เกิดขึ้น/ปัญหาระหว่างที่กำลังทำการวิจัย เช่น ห้ามเปิดเผยข้อมูลที่ได้แก่คนอื่น
4. Future Influences
- Pose another set of limitations that help guide decision about what to look at
- Structuring both fieldwork and deskwork is to decide as early as possible the form in which you intend to report your research and to develop a tentative outline or table of contents
- Cliffoed Geertz: it is not necessary to know everything to understand something
- แล้วถ้าบางสิ่งที่เราไม่รู้ จะมีผลให้ความเป็นจริง (การตีความ)คลาดเคลื่อนหรือเปล่า ? สงสัยคร้าบ
On observing better p. 166
- What to look at is central and critical
- Recounting : Agassiz’s students (ที่มีการ instruct exactly what to look at, imposes not only ground rules, condition about protection of specimens
- แต่ในความเป็นจริง เวลาทำงานภาคสนาม เราแทบจะไม่ได้รับการแนะนำมากนัก (seldom receive as much guidance or instruction)
- You will have to rely on yourself to raise doubts that you are not quite getting it right
- Meaning of the story is not precisely clear
- Observing human social behavior : actions and their meaning (แต่ละคนก็อาจจะให้ความหมายต่างกัน)
- ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ตรงที่เราไม่รู้ว่า เขาให้ความหมายอย่างไร แต่อาจจะเป็นที่เรามักจะเคยชินกับการให้ความหมายเองเสียมากกว่า
- สิ่งที่เข้าใจ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้
- Better observer: sense of seeing more detail or recognizing what most warrants seeing
- Try looking at something else for change
- Genuine cross-cultural perspective
- Careful watching: for obstacles…..good eyes
- Other people see thing to which you do not ordinarily attend (คนอื่นอาจจะดู/สังเกตในสิ่งที่เราไม่สนใจก็ได้)
- Awareness that there is more going on than you are ordinarily aware of (มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดำเนินไปมากกว่าที่เรารู้)
- อะไรบ้างที่นักวิจัยคนอื่นอาจจะสังเกตเห็นในสถานที่เดียวกัน
- Human assign meaning to what going on around us..problem of meaning and interpretations
- แต่ละคนก็มี personal judgment อย่าไปขัดขวาง แต่ให้ตระหนักและรับรู้
- ถ้าไม่มีความหมาย สิ่งที่สังเกตได้ ก็แข็งทื่อ เวิ้งว้าง และสับสน
- Picture of observed behavior + attendants meaning

step 1 Description

step 2 Analysis

step 3 Interpretation

step 4 To see and understand

- Broaden their gaze and recognize distinction between what they see and what they make of it