สรุป PA บทที่ 4 5 7
วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การติดตั้งโปรแกรม ATLAS.ti
กระบวนการติดตั้งโปรแกรม Atlas.ti มีลักษณะ และวิธีเหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมทั่วๆ ไปในระบบปฏิบัติการวินโดว์ สำหรับความต้องการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้โปรแกรม Atlas.ti ได้ จะต้องมีระบบปฏิบัติการวินโดว์ในรุ่น 98se, ME, XP, Vista ขึ้นไป และมีหน่วยความจำไม่น้อยกว่า 256MB RAM
ทั้งนี้ผู้ต้องการใช้โปรแกรม Atlas.ti สามารถดาวน์โหลดรุ่นทดลองใช้ (Demo) ได้ที่ www.atlasti.com ซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้ โดยไม่จำกัดเวลา ไม่มีการหมดอายุใช้งาน แต่มีข้อจำกัดคือ สามารถนำ primary documents เข้าสู่โครงงานได้ไม่เกิน 10 ไฟล์, กำหนดรหัส หรือ codes ได้ไม่เกิน 50 รหัส, quotations ไม่เกิน 100 ข้อความ, สร้างบันทึก (memos) ได้ไม่เกิน 30 บันทึก และสร้าง network view ได้ 10 network แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการทำงานวิจัยทั่วไป
สำหรับผู้ที่ต้องการรุ่นสมบูรณ์ (ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6.2) สามารถติดต่อได้ที่เว็บไซต์ข้างต้น หรือที่บริษัท Scientific Software Development และทางเว็บของ Atlas.ti แจ้งว่า version7 จะวางจำหน่ายในวันที่ 4 มิถุนายน 2555 นี้ (ข้อมูลล่าสุด วันที่ 2 มิ.ย. 55)
ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม
1. ดับเบิ้ลคลิ้กที่ ไอคอนสำหรับติดตั้งโปรแกรม Atlas.ti
2. จะปรากฏหน้าจอเพื่อเตรียมการติดตั้ง (ดังภาพ)
3. เมื่อปรากฏหน้าจอต้อนรับเข้าสู่การติดตั้งโปรแกรม ให้คลิ้กที่ Next
4. ในส่วนของหน้าจอ แสดงเงื่อนไขและสิทธิการใช้งานโปรแกรม ให้เลือกที่ I accept the terms… จากนั้นคลิ้กที่ Next
5. กรอกชื่อผู้ใช้ที่ช่อง User Name และชื่อหน่วยงานที่ช่อง Organization จากนั้นคลิ้ก Next
6. โปรแกรมจะแสดงสถานที่ (ไดร์ฟ) ที่จะติดตั้งตัวโปรแกรมลงไป ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงให้คลิ้กที่ Change และทำการเปลี่ยนแปลงตามต้องการ จากนั้นคลิ้กที่ Next
7. เลือกประเภทของการติดตั้ง โดย
7.1 Typical หมายถึง การติดตั้งตามค่ามาตรฐานของโปรแกรม
7.2 Complete หมายถึง การติดตั้งคุณสมบัติ และความสามารถทุกอย่างของโปรแกรม ซึ่งจะ
ใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากที่สุด
7.3 Custom หมายถึง การเลือกติดตั้งคุณสมบัติ และความสามารถของโปรแกรมตามที่ผู้ใช้
กำหนดเอง
8. เมื่อทำการเลือกประเภทของการติดตั้งแล้วเสร็จ เมื่อคลิ้ก Next จะปรากฏหน้าต่างสรุปรายละเอียดของการติดตั้ง ซึ่งถ้าต้องการแก้ไข ให้คลิ้กที่ Back แต่ถ้าถูกต้องและไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้คลิ้กที่ Install จากนั้นโปรแกรม Atlas.ti จะถูกติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ผู้ต้องการใช้โปรแกรม Atlas.ti สามารถดาวน์โหลดรุ่นทดลองใช้ (Demo) ได้ที่ www.atlasti.com ซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้ โดยไม่จำกัดเวลา ไม่มีการหมดอายุใช้งาน แต่มีข้อจำกัดคือ สามารถนำ primary documents เข้าสู่โครงงานได้ไม่เกิน 10 ไฟล์, กำหนดรหัส หรือ codes ได้ไม่เกิน 50 รหัส, quotations ไม่เกิน 100 ข้อความ, สร้างบันทึก (memos) ได้ไม่เกิน 30 บันทึก และสร้าง network view ได้ 10 network แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการทำงานวิจัยทั่วไป
สำหรับผู้ที่ต้องการรุ่นสมบูรณ์ (ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 6.2) สามารถติดต่อได้ที่เว็บไซต์ข้างต้น หรือที่บริษัท Scientific Software Development และทางเว็บของ Atlas.ti แจ้งว่า version7 จะวางจำหน่ายในวันที่ 4 มิถุนายน 2555 นี้ (ข้อมูลล่าสุด วันที่ 2 มิ.ย. 55)
ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม
1. ดับเบิ้ลคลิ้กที่ ไอคอนสำหรับติดตั้งโปรแกรม Atlas.ti
2. จะปรากฏหน้าจอเพื่อเตรียมการติดตั้ง (ดังภาพ)
3. เมื่อปรากฏหน้าจอต้อนรับเข้าสู่การติดตั้งโปรแกรม ให้คลิ้กที่ Next
4. ในส่วนของหน้าจอ แสดงเงื่อนไขและสิทธิการใช้งานโปรแกรม ให้เลือกที่ I accept the terms… จากนั้นคลิ้กที่ Next
5. กรอกชื่อผู้ใช้ที่ช่อง User Name และชื่อหน่วยงานที่ช่อง Organization จากนั้นคลิ้ก Next
6. โปรแกรมจะแสดงสถานที่ (ไดร์ฟ) ที่จะติดตั้งตัวโปรแกรมลงไป ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงให้คลิ้กที่ Change และทำการเปลี่ยนแปลงตามต้องการ จากนั้นคลิ้กที่ Next
7. เลือกประเภทของการติดตั้ง โดย
7.1 Typical หมายถึง การติดตั้งตามค่ามาตรฐานของโปรแกรม
7.2 Complete หมายถึง การติดตั้งคุณสมบัติ และความสามารถทุกอย่างของโปรแกรม ซึ่งจะ
ใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากที่สุด
7.3 Custom หมายถึง การเลือกติดตั้งคุณสมบัติ และความสามารถของโปรแกรมตามที่ผู้ใช้
กำหนดเอง
8. เมื่อทำการเลือกประเภทของการติดตั้งแล้วเสร็จ เมื่อคลิ้ก Next จะปรากฏหน้าต่างสรุปรายละเอียดของการติดตั้ง ซึ่งถ้าต้องการแก้ไข ให้คลิ้กที่ Back แต่ถ้าถูกต้องและไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้คลิ้กที่ Install จากนั้นโปรแกรม Atlas.ti จะถูกติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบสำคัญใน Atlas.ti
Hermeneutic Unit
Hermeneutic Unit เป็นหน่วยที่ใช้แทนโครงการวิจัย ซึ่งภายในหนึ่งโครงการวิจัยนั้นจะประกอบไปด้วยอ็อบเจ็กต์ย่อย ๆ หลายชนิด หากเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ข้อมูลเขิงคุณภาพแบบเดิมนั้นจะเปรียบได้กับกล่องเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพทั้งหมดของโครงการวิจัย เช่น เอกสารโครงการวิจัย รูปภาพ เทปบันทึก รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ที่ผู้ใช้สร้างไม่ว่าจะเป็น Quotation, Codes, Memos ซึ่งไฟล์โครงงาน HU นี้จะมีนามสกุล (.hpr)
Primary Documents (PD)
Primary Documents เป็นชื่อที่เรียกไฟล์ข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ในโปรแกรม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Hermeneutic Unit สำหรับไฟล์ที่สามารถนำเข้ามาใช้ใน ATLAS/ti ได้แก่ ไฟล์ข้อมูลแบบข้อความที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .txt, .rtf, .doc รูปภาพที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .bmp, jpg, jpeg, TIFF, png ฯลฯ หรือไฟล์เสียงที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .wav, .mp3 เมื่อกำหนดว่าในไฟล์ข้อมูล HU จะประกอบด้วยไฟล์ PD อะไรบ้างแล้ว แต่ละไฟล์ PD จะมีหมายเลขลำดับกำกับไว้แล้วตามด้วยชื่อไฟล์ ตัวอย่างเช่น “P1: สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน.txt” หมายถึง ไฟล์ที่กำหนดเป็นไฟล์ข้อมูลที่ 1 ในไฟล์ HU ชื่อว่า “ สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน.txt”
Quotations
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพส่วนใหญ่เป็นกระบวนการลงรหัส (Coding) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ข้อมูลถูกซอยย่อยออกเป็นส่วนๆ ที่มีความสำคัญ และนำมาตีความและทำความเข้าใจ เพื่อนำเอาข้อมูลที่ถูกแบ่งย่อยมาประกอบขึ้นในรูปแบบใหม่ตามการตีความของผู้วิจัย (Pandit. 1996; citing Staruss & Corbin. 1990: 57) ข้อมูลที่ถูกซอยออกเป็นส่วนย่อยนี้ ATLAS/ti จะแทนด้วยอ็อบเจ็กต์หรือหน่วยที่เรียกว่าQuotations ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล ถ้าข้อมูลเป็นแบบข้อความ Quotations ก็เปรียบเหมือนข้อความสำคัญที่ขีดเส้นใต้หรือเน้นข้อความในเอกสารหรือหนังสือเป็นการสกัดเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญที่มีความหมายต่อการตีความออกจากข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
Code
เมื่อผู้วิจัยทอนข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยเพื่อดึงเอามาใช้ตีความเฉพาะส่วนที่สำคัญแล้ว Code จะเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้จัดหมวดหมู่ข้อความสำคัญหรือ Quotations ว่า Quotations ใดบ้างควรจัดไว้ในกลุ่มเดียวกันด้วยการนำมาอ่านตีความและเปรียบเทียบ (Constant Comparison) Quotations ที่สะท้อนถึงแนวความคิดหรือมโนทัศน์เดียวกันก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้วตั้งชื่อกำกับไว้ กลุ่มของ Quotations ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือสะท้อนถึงมโนทัศน์เดียวกันนี้ก็คือ Codes
ผู้ใช้สามารถสร้าง Codes ที่ไม่ผูกติดกับข้อความหรือรหัสใดๆ (Free Codes) หรือจะสร้าง Codes เชื่อมโยงกับ Quotations ซึ่งจะเปรียบเทียบได้กับกระบวนการลงรหัส หรือจะ นำ Codes ไปเชื่อมโยงกับ Memos หรือกับตัวมันเองเพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ
Memos
Memos คือ บันทึกที่ผู้วิจัยจดไว้ ซึ่งอาจจะจดไว้เพื่อกันลืม เพื่อใช้เป็นรายละเอียดอธิบายบางสิ่งบางอย่าง หรือเพื่อบันทึกความคิดที่ปรากฎขึ้นในขณะที่อ่านตีความข้อมูลแต่ยังไม่มีความชัดเจนพอที่จะลงรหัสให้เป็น Codes ได้ จึงทำการจดบันทึกไว้ก่อนเพื่อนำมาใช้พิจารณาในคราวต่อไป ใน ATLAS.ti ผู้ใช้สามารถสร้าง Memos ที่ไม่ผูกติดกับข้อความหรือรหัสใดใด (Free Memos) หรือจะสร้าง Memos เชื่อมโยงกับ Quotations หรือ Codes ก็ได้
Families
Families เป็นหน่วยที่ใช้แทนกลุ่มของ Primary Document, Codes และ Memos ประโยชน์ของการใช้งานก็คือ การจัดกลุ่มของอ็อบเจ็กต์ที่เป็นประเภทเดียวกัน เพื่อลดความซับซ้อนและเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ เช่น ถ้าโครงการวิจัยหนึ่งมีการสัมภาษณ์คนจำนวนมาก หมู่บ้านหนึ่งสัมภาษณ์ 10 คน รวมทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ก็จะมีผู้ถูกสัมภาษณ์ 100 คน เมื่อถอดเทปพิมพ์เป็นไฟล์ข้อความแล้วจะได้ทั้งหมด 100 ไฟล์ ดังนั้น Primary Document ที่แสดงไว้ในกรอบให้เลือกจะมีทั้งหมด 100 ชื่อ ซึ่งจะทำให้เวลาเลือกหรือหาชื่อนั้นต้องเสียเวลาพอสมควร ผู้วิจัยสามารถใช้ Families จัดกลุ่ม PD เฉพาะหมู่บ้านที่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ก็จะสะดวกและรวดเร็วขึ้น หรือผู้วิจัยอาจต้องการจัดกลุ่ม Codes ออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มที่แสดงถึงมโนทัศน์เกี่ยวกับสื่อมวลชน กลุ่มที่แสดงถึงมโนทัศน์เกี่ยวกับสื่อบุคคล หรือในกรณี Memos ในกลุ่มที่เกี่ยวกับทฤษฎี (Theoretical Memos)ในกลุ่มที่เกี่ยวกับวิธีการ (Method Memos)
Networks
เป็นหน่วยที่ใช้แทนความสัมพันธ์ระหว่างอ็อบเจ็กต์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโครงการวิจัย (HU) ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการลงเป็นรหัสหรือ Codes ต่างๆ ซึ่งในโปรแกรม ATLAS/ti ผู้ใช้สามารถสร้างและเรียกดูความสัมพันธ์ รวมทั้งแก้ไขความสัมพันธ์ได้ โดยผ่านทาง Networks Views ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำเอา Primary Document, Quotations, Codes และ Memos เข้ามาวาดเป็นแผนภาพความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรได้ สิ่งที่นำเข้ามาเพื่อจะวาดแผนผังนั้นเรียกว่า Nodes และความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละ Nodes เรียกว่า Relations
Hermeneutic Unit เป็นหน่วยที่ใช้แทนโครงการวิจัย ซึ่งภายในหนึ่งโครงการวิจัยนั้นจะประกอบไปด้วยอ็อบเจ็กต์ย่อย ๆ หลายชนิด หากเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ข้อมูลเขิงคุณภาพแบบเดิมนั้นจะเปรียบได้กับกล่องเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพทั้งหมดของโครงการวิจัย เช่น เอกสารโครงการวิจัย รูปภาพ เทปบันทึก รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ที่ผู้ใช้สร้างไม่ว่าจะเป็น Quotation, Codes, Memos ซึ่งไฟล์โครงงาน HU นี้จะมีนามสกุล (.hpr)
Primary Documents (PD)
Primary Documents เป็นชื่อที่เรียกไฟล์ข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ในโปรแกรม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ Hermeneutic Unit สำหรับไฟล์ที่สามารถนำเข้ามาใช้ใน ATLAS/ti ได้แก่ ไฟล์ข้อมูลแบบข้อความที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .txt, .rtf, .doc รูปภาพที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .bmp, jpg, jpeg, TIFF, png ฯลฯ หรือไฟล์เสียงที่ลงท้ายด้วยนามสกุล .wav, .mp3 เมื่อกำหนดว่าในไฟล์ข้อมูล HU จะประกอบด้วยไฟล์ PD อะไรบ้างแล้ว แต่ละไฟล์ PD จะมีหมายเลขลำดับกำกับไว้แล้วตามด้วยชื่อไฟล์ ตัวอย่างเช่น “P1: สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน.txt” หมายถึง ไฟล์ที่กำหนดเป็นไฟล์ข้อมูลที่ 1 ในไฟล์ HU ชื่อว่า “ สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน.txt”
Quotations
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพส่วนใหญ่เป็นกระบวนการลงรหัส (Coding) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ข้อมูลถูกซอยย่อยออกเป็นส่วนๆ ที่มีความสำคัญ และนำมาตีความและทำความเข้าใจ เพื่อนำเอาข้อมูลที่ถูกแบ่งย่อยมาประกอบขึ้นในรูปแบบใหม่ตามการตีความของผู้วิจัย (Pandit. 1996; citing Staruss & Corbin. 1990: 57) ข้อมูลที่ถูกซอยออกเป็นส่วนย่อยนี้ ATLAS/ti จะแทนด้วยอ็อบเจ็กต์หรือหน่วยที่เรียกว่าQuotations ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล ถ้าข้อมูลเป็นแบบข้อความ Quotations ก็เปรียบเหมือนข้อความสำคัญที่ขีดเส้นใต้หรือเน้นข้อความในเอกสารหรือหนังสือเป็นการสกัดเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญที่มีความหมายต่อการตีความออกจากข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
Code
เมื่อผู้วิจัยทอนข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยเพื่อดึงเอามาใช้ตีความเฉพาะส่วนที่สำคัญแล้ว Code จะเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้จัดหมวดหมู่ข้อความสำคัญหรือ Quotations ว่า Quotations ใดบ้างควรจัดไว้ในกลุ่มเดียวกันด้วยการนำมาอ่านตีความและเปรียบเทียบ (Constant Comparison) Quotations ที่สะท้อนถึงแนวความคิดหรือมโนทัศน์เดียวกันก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้วตั้งชื่อกำกับไว้ กลุ่มของ Quotations ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือสะท้อนถึงมโนทัศน์เดียวกันนี้ก็คือ Codes
ผู้ใช้สามารถสร้าง Codes ที่ไม่ผูกติดกับข้อความหรือรหัสใดๆ (Free Codes) หรือจะสร้าง Codes เชื่อมโยงกับ Quotations ซึ่งจะเปรียบเทียบได้กับกระบวนการลงรหัส หรือจะ นำ Codes ไปเชื่อมโยงกับ Memos หรือกับตัวมันเองเพื่อบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ
Memos
Memos คือ บันทึกที่ผู้วิจัยจดไว้ ซึ่งอาจจะจดไว้เพื่อกันลืม เพื่อใช้เป็นรายละเอียดอธิบายบางสิ่งบางอย่าง หรือเพื่อบันทึกความคิดที่ปรากฎขึ้นในขณะที่อ่านตีความข้อมูลแต่ยังไม่มีความชัดเจนพอที่จะลงรหัสให้เป็น Codes ได้ จึงทำการจดบันทึกไว้ก่อนเพื่อนำมาใช้พิจารณาในคราวต่อไป ใน ATLAS.ti ผู้ใช้สามารถสร้าง Memos ที่ไม่ผูกติดกับข้อความหรือรหัสใดใด (Free Memos) หรือจะสร้าง Memos เชื่อมโยงกับ Quotations หรือ Codes ก็ได้
Families
Families เป็นหน่วยที่ใช้แทนกลุ่มของ Primary Document, Codes และ Memos ประโยชน์ของการใช้งานก็คือ การจัดกลุ่มของอ็อบเจ็กต์ที่เป็นประเภทเดียวกัน เพื่อลดความซับซ้อนและเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ เช่น ถ้าโครงการวิจัยหนึ่งมีการสัมภาษณ์คนจำนวนมาก หมู่บ้านหนึ่งสัมภาษณ์ 10 คน รวมทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ก็จะมีผู้ถูกสัมภาษณ์ 100 คน เมื่อถอดเทปพิมพ์เป็นไฟล์ข้อความแล้วจะได้ทั้งหมด 100 ไฟล์ ดังนั้น Primary Document ที่แสดงไว้ในกรอบให้เลือกจะมีทั้งหมด 100 ชื่อ ซึ่งจะทำให้เวลาเลือกหรือหาชื่อนั้นต้องเสียเวลาพอสมควร ผู้วิจัยสามารถใช้ Families จัดกลุ่ม PD เฉพาะหมู่บ้านที่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ก็จะสะดวกและรวดเร็วขึ้น หรือผู้วิจัยอาจต้องการจัดกลุ่ม Codes ออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มที่แสดงถึงมโนทัศน์เกี่ยวกับสื่อมวลชน กลุ่มที่แสดงถึงมโนทัศน์เกี่ยวกับสื่อบุคคล หรือในกรณี Memos ในกลุ่มที่เกี่ยวกับทฤษฎี (Theoretical Memos)ในกลุ่มที่เกี่ยวกับวิธีการ (Method Memos)
Networks
เป็นหน่วยที่ใช้แทนความสัมพันธ์ระหว่างอ็อบเจ็กต์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโครงการวิจัย (HU) ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการลงเป็นรหัสหรือ Codes ต่างๆ ซึ่งในโปรแกรม ATLAS/ti ผู้ใช้สามารถสร้างและเรียกดูความสัมพันธ์ รวมทั้งแก้ไขความสัมพันธ์ได้ โดยผ่านทาง Networks Views ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำเอา Primary Document, Quotations, Codes และ Memos เข้ามาวาดเป็นแผนภาพความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรได้ สิ่งที่นำเข้ามาเพื่อจะวาดแผนผังนั้นเรียกว่า Nodes และความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละ Nodes เรียกว่า Relations
การใช้งานโปรแกรม ATLAS.ti เบื้องต้น
เรียบเรียงจาก
Susanne Friese. User's Manual for ATLAS.ti 5.0 (Quick Tour), Revised Edition. Berlin, 2008.
ATLAS.ti 6 The New Features. Scientific Software Development GmbH, Berlin, September 2008.
คำชี้แจง
ความคิดที่จะแปล และเรียบเรียงเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม ATLAS.ti เบื้องต้นนี้ เกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในทางสังคมศาสตร์ ที่มีศาสตราจารย์ ดร. สุภางค์ จันทวานิช และศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์เป็นผู้สอน และในรายวิชาดังกล่าวนี้ มีหัวข้อเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม ATLAS.ti ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยได้มีการเชิญ ดร. ชูชาติ พ่วงสมจิตร์จากสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาเป็นผู้บรรยายและให้ความรู้ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักโปรแกรมตัวนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นประโยชน์แก่ทุกคนในชั้นเรียนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่คิดจะแปลงานชิ้นนี้ขึ้นมาก็คือ ความล้มเหลวในการหาคู่มือการใช้งาน ATLAS.ti ที่เป็นภาษาไทยจากอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่ค้นได้จากสื่อออนไลน์นี้ ไม่ว่าจะเป็น powerpoint เกี่ยวกับ ATLAS.ti ของอาจารย์ท่านต่างๆ ก็เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่ไม่มีความรู้อย่างข้าพเจ้า และบางส่วนของงานเหล่านี้ ทั้งที่เป็นข้อความ และภาพประกอบก็ถูกข้าพเจ้านำมาใช้ในงานเรียบเรียงชิ้นนี้ ซึ่งการอ้างอิงอาจจะยังไม่ครบถ้วน และถูกต้องตามหลักวิชาการมากนัก ดังนั้น จึงต้องกราบขออภัยอาจารย์ทุกๆท่านที่เป็นเจ้าของงานและภาพต่างๆ ไว้ ณ ที่นี้ และหากมีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าก็ยินดีจะแก้ไขตามคำแนะนำต่อไป
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตั้งใจนี้ ยืนยันได้ว่า ไม่เคยมีความคิดในเชิงพาณิชย์แม้แต่น้อย หากแต่เป็นการตอบสนองความดึงดัน และตัณหาที่อยากจะแปลสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะเอากลับไปไว้ในสื่อออนไลน์อีกครั้ง เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ภาษาอังกฤษของข้าพเจ้าอ่อนแอมาก กอปรกับความไม่คุ้นเคยกับการใช้งานโปรแกรมนี้มาก่อน เชื่อได้ว่ามีความผิดพลาดมากมายในงานชิ้นนี้ ดังนั้น การนำไปเผยแพร่ ก็หวังไว้ว่า จะมีผู้รู้ได้เข้ามาช่วยแก้ไข ปรับปรุง เพื่อบุคคลที่นำไปใช้จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และด้วยความคิดของข้าพเจ้าที่ว่า ถ้าใครรู้ว่าส่วนนี้ผิด ก็แสดงว่า เขาย่อมรู้ว่า สิ่งที่ถูกคืออะไร อย่างน้อยความผิดพลาดนี้ ก็จะถูกบอกออกไป และจะได้ไม่มีผู้ผิดพลาดซ้ำรอยข้าพเจ้าอีก ก็เท่านี้จริงๆ
Patoo in the mist
ATLAS/ti เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Computer Assisted Qualitative Data Analysis Software/ CAQDAS) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ได้ทั้งข้อมูลที่อยู่ในรูปข้อความตัวอักษร (Text) ข้อมูลที่เป็นรูปภาพ (Graphic) ข้อมูลที่อยู่ในรูปเสียง (Sound) รวมทั้งข้อมูลที่เป็นวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหว สามารถช่วยในการสร้างและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรหัส (codes) ต่างๆ ผ่านทาง Network view สามารถใส่ข้อความให้กับตัวเลือกสำหรับการบันทึก (Memoing) การตั้งข้อสังเกต (Commenting)และการบันทึกสรุป (Memos) อีกทั้งยังสามารถใช้งานกับภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยสามารถประมวลผลข้อมูลและเอกสารที่เป็นภาษาไทย และสามารถตั้งชื่อรหัส (Codes) เป็นภาษาไทยความยาวท่าไรก็ได้
Susanne Friese. User's Manual for ATLAS.ti 5.0 (Quick Tour), Revised Edition. Berlin, 2008.
ATLAS.ti 6 The New Features. Scientific Software Development GmbH, Berlin, September 2008.
คำชี้แจง
ความคิดที่จะแปล และเรียบเรียงเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม ATLAS.ti เบื้องต้นนี้ เกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในทางสังคมศาสตร์ ที่มีศาสตราจารย์ ดร. สุภางค์ จันทวานิช และศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์เป็นผู้สอน และในรายวิชาดังกล่าวนี้ มีหัวข้อเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม ATLAS.ti ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยได้มีการเชิญ ดร. ชูชาติ พ่วงสมจิตร์จากสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาเป็นผู้บรรยายและให้ความรู้ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักโปรแกรมตัวนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นประโยชน์แก่ทุกคนในชั้นเรียนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่คิดจะแปลงานชิ้นนี้ขึ้นมาก็คือ ความล้มเหลวในการหาคู่มือการใช้งาน ATLAS.ti ที่เป็นภาษาไทยจากอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่ค้นได้จากสื่อออนไลน์นี้ ไม่ว่าจะเป็น powerpoint เกี่ยวกับ ATLAS.ti ของอาจารย์ท่านต่างๆ ก็เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่ไม่มีความรู้อย่างข้าพเจ้า และบางส่วนของงานเหล่านี้ ทั้งที่เป็นข้อความ และภาพประกอบก็ถูกข้าพเจ้านำมาใช้ในงานเรียบเรียงชิ้นนี้ ซึ่งการอ้างอิงอาจจะยังไม่ครบถ้วน และถูกต้องตามหลักวิชาการมากนัก ดังนั้น จึงต้องกราบขออภัยอาจารย์ทุกๆท่านที่เป็นเจ้าของงานและภาพต่างๆ ไว้ ณ ที่นี้ และหากมีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าก็ยินดีจะแก้ไขตามคำแนะนำต่อไป
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตั้งใจนี้ ยืนยันได้ว่า ไม่เคยมีความคิดในเชิงพาณิชย์แม้แต่น้อย หากแต่เป็นการตอบสนองความดึงดัน และตัณหาที่อยากจะแปลสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะเอากลับไปไว้ในสื่อออนไลน์อีกครั้ง เพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ภาษาอังกฤษของข้าพเจ้าอ่อนแอมาก กอปรกับความไม่คุ้นเคยกับการใช้งานโปรแกรมนี้มาก่อน เชื่อได้ว่ามีความผิดพลาดมากมายในงานชิ้นนี้ ดังนั้น การนำไปเผยแพร่ ก็หวังไว้ว่า จะมีผู้รู้ได้เข้ามาช่วยแก้ไข ปรับปรุง เพื่อบุคคลที่นำไปใช้จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และด้วยความคิดของข้าพเจ้าที่ว่า ถ้าใครรู้ว่าส่วนนี้ผิด ก็แสดงว่า เขาย่อมรู้ว่า สิ่งที่ถูกคืออะไร อย่างน้อยความผิดพลาดนี้ ก็จะถูกบอกออกไป และจะได้ไม่มีผู้ผิดพลาดซ้ำรอยข้าพเจ้าอีก ก็เท่านี้จริงๆ
Patoo in the mist
โปรแกรมสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ATLAS/ti “Archiv fuer Technik, Lebenswelt und Alltagssprache“
ATLAS/ti เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Computer Assisted Qualitative Data Analysis Software/ CAQDAS) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ได้ทั้งข้อมูลที่อยู่ในรูปข้อความตัวอักษร (Text) ข้อมูลที่เป็นรูปภาพ (Graphic) ข้อมูลที่อยู่ในรูปเสียง (Sound) รวมทั้งข้อมูลที่เป็นวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหว สามารถช่วยในการสร้างและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรหัส (codes) ต่างๆ ผ่านทาง Network view สามารถใส่ข้อความให้กับตัวเลือกสำหรับการบันทึก (Memoing) การตั้งข้อสังเกต (Commenting)และการบันทึกสรุป (Memos) อีกทั้งยังสามารถใช้งานกับภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยสามารถประมวลผลข้อมูลและเอกสารที่เป็นภาษาไทย และสามารถตั้งชื่อรหัส (Codes) เป็นภาษาไทยความยาวท่าไรก็ได้
การนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจะช่วยลดเวลาและทุนแรงนักวิจัยอย่างมาก ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมากให้อยู่ในรูปที่ง่ายต่อการเรียกใช้งาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเน้นย้ำไว้และทำความเข้าใจให้ชัดเจนในเบื้องต้นก็คือว่า ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คอมพิวเตอร์ที่นำมาไม่ใช่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล แต่นำมาเพื่อ ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล คอมพิวเตอร์ไม่สามารถวิเคราะห์และตีความหมายของข้อความตัวอักษรแทนผู้วิจัยได้ ผู้วิจัยยังคงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์และตีความหมายข้อมูล[1]
ซึ่งสอดคล้องกับสมโภชน์ อเนกสุข ที่เห็นว่าการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปช่วยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จะต่างกับวิธีการเชิงปริมาณ เพราะโปรแกรมเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้นักวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้สะดวกขึ้น แต่การสร้างข้อสรุปที่เป็นคำตอบของปัญหาการวิจัยจะมีคุณค่าเพียงใดขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูลที่ได้รับ ประกอบเข้ากับความรู้ความสามารถและความลึกซึ้งในประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบของปัญหาเหล่านั้น[2]
ระดับของการใช้งานโปรแกรม ATLAS/ti
ลักษณะการใช้โปรแกรม ATLAS/ti แบ่งได้เป็น 3 ระดับใหญ่คือ
1. การใช้งานระดับข้อความ (Textual Level Work ) เป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อความเป็นส่วนใหญ่ โดยการนำข้อมูลที่อาจเป็นข้อความ รูปภาพ เสียงมาแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ (Text Segments) ที่มีความสำคัญ และนำมาจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ ตีความ และทำความเข้าใจ ซึ่งก็คือกระบวนการลงรหัส (Code and Text Retrieve) การพิมพ์ผลการวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้เขียนรายงานผลการวิจัย การทำงานในระดับนี้ก็คือการวิเคราะห์ที่เรียกว่า Microanalysis เป็นการวิเคราะห์ที่อ่านและตีความหมายข้อความบรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างรหัสหรือมโนทัศน์เบื้องต้นจากข้อมูล ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนการลงรหัสแบบ Open Coding ในการวิจัยทฤษฎีฐานราก[3]
ลักษณะการใช้โปรแกรม ATLAS/ti แบ่งได้เป็น 3 ระดับใหญ่คือ
1. การใช้งานระดับข้อความ (Textual Level Work ) เป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อความเป็นส่วนใหญ่ โดยการนำข้อมูลที่อาจเป็นข้อความ รูปภาพ เสียงมาแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ (Text Segments) ที่มีความสำคัญ และนำมาจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ ตีความ และทำความเข้าใจ ซึ่งก็คือกระบวนการลงรหัส (Code and Text Retrieve) การพิมพ์ผลการวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้เขียนรายงานผลการวิจัย การทำงานในระดับนี้ก็คือการวิเคราะห์ที่เรียกว่า Microanalysis เป็นการวิเคราะห์ที่อ่านและตีความหมายข้อความบรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างรหัสหรือมโนทัศน์เบื้องต้นจากข้อมูล ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนการลงรหัสแบบ Open Coding ในการวิจัยทฤษฎีฐานราก[3]
2. การใช้งานระดับมโนทัศน์ (Conceptual Level Work) เป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์ที่สร้างขึ้นจากการลงรหัสในระดับข้อความ มาสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน กล่าวคือ เป็นการนำเอารหัสหรือมโนทัศน์ที่สร้างไว้มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กันโดยร่างออกมาเป็นแผนภาพกรอบแนวคิด (Conceptual Diagram) การทำงานในระดับนี้เทียบเคียงได้กับกระบวนการลงรหัสแบบ Axial Coding และ Selective Coding ในการวิจัยทฤษฎีฐานราก
3. การใช้งานระดับการจัดการ (Organization Level Work) เป็นการทำงานที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ เนื่องจาก ATLAS/ ti เป็นโปรแกรมที่สนับสนุนการใช้งานแบบเป็นทีม ดังนั้นการทำงานในระดับนี้ก็คือการจัดการเกี่ยวกับผู้ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ในโครงการวิจัยเดียวกันที่อาจจะมีหลายคน รวมทั้งการรวมไฟล์ข้อมูลที่มอบหมายให้แต่ละคนในทีมผู้วิจัยไปวิเคราะห์[4]
[3] ไพรศิลป์ ปินทะนา. คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โปรแกรมสำหรับการวิเคราะห์ข้อความ (STAfS) และโปรแกรมสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (ATLAS.ti)
[1] การใช้โปรแกรม ATLAS/ti ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ. สืบค้นจาก http://apa.sru.ac.th/research/aslas.doc.
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Towards an integrated criminal policy
สรุปความจาก Tom Van Broeck, Kristel Beyens and An Raes
งานวิจัยของ Tom Van Broeck, Kristel Beyens and An Raes เป็นการศึกษาว่า นโยบายด้านความปลอดภัยและความยุติธรรมมีการนำไปปฏิบัติอย่างไรทั้งในส่วนงานของตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคง และงานด้านยุติธรรม เนื่องจากนโยบายด้านอาชญากรรมนั้น มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย และเป้าหมายที่เป็นทางการของนโยบายจะถูกแปรเป็นเป้าหมายแท้จริงในทางปฏิบัติอย่างไร และความหลากหลายของวัตถุประสงค์นโยบาย ยังหมายถึงการที่ต้องดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งในและนอกภาครัฐด้วย โดยเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือ การติดต่อสื่อสารจากส่วนกลางไปสู่ระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความคิดที่อยู่เบื้องหลังงานวิจัยนี้คือ ภายใต้วัตถุประสงค์ที่เป็นทางการนั้น แฝงไว้ด้วยเป้าหมายที่ไม่เป็นทางการมากมาย ซึ่งถูกกำหนดโดยตัวแสดงต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และบางครั้งสิ่งเหล่านั้นยังขัดแย้งกับเป้าหมายหลักของนโยบาย ที่แสดงให้เห็นผ่านการนำนโยบายไปปฏิบัติที่มีลักษณะคลุมเครือ ดังนั้น การวิจัยในประเด็นเหล่านี้จึงมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
โดยงานวิจัยนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. การศึกษาในส่วนงานของตำรวจ ทั้งในแง่ของเอกสารที่นำเสนอโดยกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 1995 และกฎบัตรด้านความมั่นคง และทำการวิเคราะห์ถึงการนำนโยบายไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาความมั่นคงในสังคมเมือง เช่น การควบคุมการใช้ความรุนแรงของเยาวชน และปัญหาโสเภณี เป็นต้น โดยการศึกษาจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผสานนโยบายระหว่างตำรวจ, เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และบุคคลากรด้านงานพิจารณาคดี ทั้งในแง่ของเป้าประสงค์ องค์การ และการปฏิบัติภารกิจ
2. การศึกษาเกี่ยวกับระบบการลงโทษตามกฎหมาย ในส่วนของกระบวนการพิจารณาคดี อาทิ ความรวดเร็วในการพิจารณาคดี การรักษาความยุติธรรมโดยชุมชน และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีอาญา โดยเป็นการวิเคราะห์ทั้งในแง่ความสอดคล้องของกฎหมาย และการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติของแต่ละท้องถิ่น
3. การศึกษาถึงการรับรู้และการยอมรับของประชาชนที่มีต่อนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย
ทั้งนี้ การศึกษาในแต่ละส่วนจะมีคำถามสำคัญคือ ความสอดคล้องของนโยบาย ระหว่างหน่วยงานที่หลากหลายจะจัดการได้อย่างไร, หลักการพื้นฐานทางกฎหมายเพียงพอต่อการปฏิบัติหรือไม่, ปัญหาหรืออุปสรรคใดที่เป็นตัวขัดขวางต่อประสิทธิภาพในการนำนโยบายไปปฏิบัติ
จากผลการศึกษาพบว่า ปัญหาในการนำนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยไปปฏิบัตินั้น เกิดจากความเห็นที่แตกต่างกันในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้กำหนดนโยบายไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร และการที่จะช่วยให้การปฏิบัตินโยบายเป็นไปอย่างราบรื่นนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาองค์การในด้านต่างๆ อาทิ บุคลการ และวิธีการปฏิบัติแล้ว การส่งผ่านของข้อมูลข่าวสาร (flow of information) การสร้างช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และการเปลี่ยนวัฒนธรรม (cultural change) นับว่ามีความสำคัญเช่นกัน และการละเลยในสิ่งเหล่านี้ อาจจะส่งผลให้ช่องว่างระหว่างเป้าหมายที่รัฐกำหนด กับเป้าหมายที่เกิดขึ้นจริงยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น และตัวนโยบายนั้นไม่ใช่แค่สามารถนำไปปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงข้อมูลข่าวสาร และการรู้ว่าจะทำอย่างไร (know how) เกี่ยวกับนโยบายนั้น เช่นเดียวกับตัวบุคคลากรที่ต้องมีความปรารถนาที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติด้วย ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับ หรือมีเจตนาอื่นแฝงอยู่ก็ตาม
นอกเหนือจากการติดต่อสื่อสารที่ดีภายในหน่วยงานแล้ว การติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย นับว่ามีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะ การตระหนักถึงความแตกต่าง ขัดแย้งในแง่ของวัฒนธรรมองค์การ และวิสัยทัศน์ ที่มีต่อนโยบาย เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีวัตถุประสงค์และภารกิจของตนเอง และการดำเนินงานก็อาจจะมิได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เช่น ค่านิยมหลักของหน่วยงานด้านการพิจารณาคดี จะคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหา และกระบวนการยุติธรรมอันควร ในขณะที่วัฒนธรรมของตำรวจ จะให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในกฎหมาย คำสั่ง และความปลอดภัยของสังคม ซึ่งความแตกต่างนี้ สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งในเป้าประสงค์ของนโยบาย และการปฏิบัติงานได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องประสานหรือตรวจสอบซึ่งกันและกัน ดังเช่น การฝากขังผู้ต้องสงสัยระหว่างการสอบสวน ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งตำรวจ อัยการ ศาล
ดังผลการวิจัยที่พบว่า ปัญหาการประสานงานโดยตรงที่น้อยเกินไประหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หรือการที่ไม่มีหลักประกันที่แน่นอนว่าการตัดสินใจหรือการกระทำโดยหน่วยงานของตน จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อการปฏิบัติงานด้านความยุติธรรมได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินงานเพื่อวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เพราะความหลากลายก็มีคุณค่าในตัวทั้งในเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล ความครอบคลุม ซึ่งผู้วิจัยได้ย้ำว่า การสร้างช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ดีและการมีข้อตกลงที่ชัดเจนในภารกิจที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ส่วนกลาง ระดับภูมิภาค และท้องถิ่น จะส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนที่มีต่อนโยบายนั้น ผู้วิจัยเห็นว่า ปัญหานโยบายมักจะไม่ได้มาจากการระบุหรือการรับรู้ของประชาชนเท่าใดนัก แต่มักจะเป็นปัญหาที่ถูกระบุโดยตัวผู้สร้างนโยบายมากกว่า และการดำเนินงานที่ผ่านมาก็จะเป็นการชี้แจงถึงตัวนโยบายแก่ประชาชนมากกว่าจะเป็นการนำเอาข้อเรียกร้องหรือความเห็นของประชาชนมาพิจารณา แต่ทั้งนี้ ในส่วนของประชาชนเองนั้น ก็มีความแตกต่างหลากหลายด้วยเช่นกัน โดยที่บางกลุ่มก็เป็นประชาชนที่มีกระตือรือร้นและสนใจในนโยบาย แต่บางกลุ่มก็ค่อนข้างเฉยชา ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว บางครั้งจำเป็นต้องมีนโยบายที่แตกต่างกันตามไปด้วย นั่นหมายความว่า นโยบายของแต่ละท้องถิ่นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะความยุติธรรมโดยชุมชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังไม่มีนโยบายที่เป็นของชุมชนเอง
(ผู้วิจัยยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยอิสระขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายในระบบหรือเป็นหน่วยงานภายนอกก็ได้ เพื่อทำหน้าที่ประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ดังเช่น การตั้งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย)
วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554
การออกแบบนโยบายกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ
สรุปความจาก Peter J. May. (2003) Policy Design and Implementation
นโยบายสาธารณะในทางปฏิบัติมักจะแตกต่างไปจากเจตนารมณ์ที่เคยกำหนดไว้ เนื่องจากมักจะมีการบิดเบือนหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัตินั่นเอง แม้จะมีนักวิชาการบางส่วนเห็นว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายในระหว่างการปฏิบัติเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เฉพาะหน้าในขณะปฏิบัติ (palumbo and Calista, 1990; Schneider and Ingram, 1997)
John Dryzek (1983: 346) ได้นิยามการออกแบบนโยบายว่า เป็นกระบวนการสร้างประดิษฐ์ คิดค้น พัฒนา และปรับแต่งแนวทางปฏิบัติเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาบางประการ อย่างไรก็ตาม จากกรณีศึกษาหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการนำนโยบายไปปฏิบัติ มักจะเกิดจากการไม่ได้ระบุถึงแนวการปฏิบัติที่ปรารถนาอย่างเพียงพอ หรือเกิดจากการที่ไม่ได้ระบุองค์ประกอบที่จะแก้ไขความขัดแย่งระหว่างหน่วยงานที่นำนโยบายไปปฏิบัติ และหลายครั้งเกิดจากการที่เป้าหมายของนโยบายขาดความชัดเจน และไม่แน่นอน สายการทำงานที่ซับซ้อนทั้งจากรณีที่มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย การตัดสินใจหรือการปฏิบัติในหลายระดับ รวมไปถึงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองอย่างเพียงพอ
ในขณะที่ May เห็นว่า ความยุ่งยากในระหว่างการนำนโยบายไปปฏิบัติสามารถบรรเทาลงได้บางส่วนผ่านการออกแบบนโยบายที่ดี ซึ่งการออกแบบนโยบายนั้นมีส่าวนสำคัญในการวางแนวทางในการนำนโยบายไปปฏิบัติด้วย ตรงกันข้ามการออกแบบนโยบายที่ไม่เหมาะสมนั้น ก็อาจจะนำไปสู่ความยุ่งยากและปัญหาในการนำนโยบายไปปฏิบัติได้เช่นกัน
การจัดเตรียม/การเตรียมการนโยบาย (Three Sets of Policy Provisions)
May ได้นำเสนอถึงแนวทางในการเตรียมการของนโยบายไว้ 3 ประการดังนี้
1. การเสริมสร้างสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการปฏิบัตินโยบายและการร่วมมือ ซึ่งองค์ประกอบที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถนั้น หมายรวมถึง เงินทุน การศึกษาและการฝึกอบรม และการสนับสนุนทางเทคนิค
2. การสร้างความร่วมมือและความผูกพันของหน่วยงานทีมีต่อเป้าหมายพื้นฐานของนโยบาย โดยเครื่องมือในการสร้างความผูกพัน ได้แก่ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเป้าหมายของนโยบาย, การให้ประชาชนสามารถเสนอแนะเมื่อการปฏิบัตินั้นไม่เพียงพอ, การลงโทษเมื่อการปฏิบัติล้มเหลว และการให้สิ่งจูงใจในการดำเนินงาน เป็นต้น
3. การชี้แนะถึงแนวปฏิบัติที่ต้องการ ซึ่งกลไกสำคัญในส่วนนี้คือ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ และเงื่อนไขสำคัญที่สนับสนุนการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ การให้สิ่งจูงใจแก่การปฏิบัติที่เหมาะสมทั้งแก่หน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย เช่น การยกฐานะของหน่วยงาน การให้มีหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะด้าน การให้งบประมาณสนับสนุน หรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ
อิทธิพลของการออกแบบนโยบายที่มีต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ
นโยบายไม่ได้เป็นเพียงแค่การระบุถึงแนวทางปฏิบัติเท่านั้น แต่นโยบายนั้น ยังประกอบด้วย
(1) เจตนารมณ์หรือเป้าหมาย
(2) การผสมผสานเครื่องมือเครื่องไม้กับวิธีการต่างๆที่จะช่วยให้บรรลุตามเจตนารมณ์
(3) การออกแบบหน่วยงานทั้งภาครัฐและนอกภาครัฐที่จะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์
(4) การจัดสรรทรัพยากรให้แก่ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การออกแบบนโยบาย (การสร้างนโยบาย) เป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการวิเคราะห์ปัญหา และทางเลือกที่เป็นไปได้ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่ยอมรับได้ในทางการเมือง กล่าวได้ว่า การออกแบบนโยบายนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในคราวเดียวกัน อาทิ การวิเคราะห์ต้นทุน- ผลกระทบของทางเลือกต่างๆ นั้นเป็นกระบวนการแบบวิทยาศาสตร์ ในขณะที่การระบุถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ก็มีลักษณะของศิลปะในการจัดการมากกว่า
สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ส่งผลต่อการออกแบบนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ
การเมืองในกระบวนการก่อรูปนโยบายนั้น อำนาจทางการเมืองมีผลต่อทั้งการออกแบบนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Brodkin, 1990; Maynard Moody, 1989) เช่นเดียวกับการที่ระบบราชการ กลุ่มผลประโยชน์มีผลต่อการออกแบบ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการดำเนินนโยบาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่มองว่า การออกแบบนโยบายเป็นเรื่องทางเทคนิคในการที่จะหาตัวแบบที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง (policies without publics: มักจะจำกัดในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือเป็นเรื่องทางเทคนิค) ในขณะที่มุมมองด้านการเมืองมองการออกแบบนโยบายว่า เป็นศิลปะในการจัดการให้ผู้ปฏิบัตินโยบายที่แตกต่างหลากหลายสนับสนุนและยอมรับร่วมกันในการปฏิบัติงานเพื่อไปสู่จุดหมายเดียวกัน (policies with publics: การพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆของนโยบาย)
นอกจากนี้ May ยังเห็นว่า ความคิด ปรัชญา อุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังนโยบาย จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในการระบุทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของนโยบาย เช่นเดียวกับที่ Bressers and O’ Toole (1995) ชี้ว่า แหล่งที่มาของความคิดในนโยบายเป็นพื้นฐานสำคัญในการเลือกเครื่องมือทางนโยบาย และยังเป็นสิ่งที่ให้คำอธิบายแก่ตัวเลือกในเครื่องมือต่างๆ ด้วย กล่าวคือ ผลประโยชน์หรือความคิดที่ต่างกัน ส่งผลต่อการออกแบบและการตัดสินใจนโยบาย และอีกปัจจัยหนึ่งส่งผลต่อเค้าโครงนโยบายก็คือ เจตจำนงและปรัชญาของตัวนโยบาย อันเป็นที่มาของตัวเป้าหมาย และประเภทของนโยบาย และยังเป็นตัวกำหนดกรอบของการถกเถียงทางการเมืองด้วย
เจตจำนงของนโยบาย ยังส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ในด้านการกำหนดขอบเขต เครื่องมือ และโครงสร้างต่างๆ เช่น แนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม มักจะใช้แรงจูงใจด้านภาษี ในขณะที่แนวคิดที่มีความอนุรักษ์นิยมน้อยกว่า มักจะชอบให้การอุดหนุนโดยตรงไปสู่เป้าหมายที่เจาะจงมากกว่า
แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบนโยบายอีกประการหนึ่ง คือ การเลือกเครื่องมือหรือวิธีการ จะต้องสอดคล้องกับเจตจำนงหรือเป้าหมายของนโยบาย และบทเรียนสำคัญอีกอย่างก็คือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่นำนโยบายไปปฏิบัติ จะต้องให้การสนับสนุนเจตจำนงของนโยบายด้วย มิเช่นนั้น กลุ่มคนเหล่านี้อาจจะปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามก็ได้ ดังนั้น การสร้างความผูกพันกับตัวเป้าหมายของนโยบาย จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ
ขอบเขตของนโยบาย (Scope of Policy)
ขอบเขตของนโยบาย ยังเป็นตัวระบุถึงขนาดของการปฏิบัติงาน อาทิ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของนโยบายว่าจะดำเนินการทั่วประเทศหรือจำกัดเฉพาะพื้นที่, นโยบายนั้นเป็นไปเพื่อกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มหรือโดยทั่วไป, การบริการให้แก่กลุ่มคนที่แตกต่างหรือคล้ายคลึงกัน และนโยบายนั้นควรจะเป็นนโยบายใหม่หรือปรับจากนโยบายเดิม คำถามที่ตามมาคือ แล้วขอบเขตของนโยบายส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างไร กล่าวคือ ยิ่งขอบเขตของนโยบายเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้นเพียงใด ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น
เครื่องมือนโยบายส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมาย (Policy Instruments affecting target group)
กลยุทธ์ อุดมการณ์ และการเมือง ต่างมีผลต่อการเลือกเครื่องมือที่แตกต่างกันเข้าสู่ตัวนโยบาย โดยตัวกลยุทธ์จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และการพิจารณาของนโยบายในเรื่องบทบาทที่เหมาะสมของรัฐและตัวแสดงต่างๆ ต้นทุนและวิธีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ
บทเรียนสำคัญในการออกแบบนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ คือ เครื่องมือนโยบายต่างๆ ที่นำเข้ามาสู่นโยบาย จะต้องสัมพันธ์กับแผนกลยุทธ์ทั้งมวลที่นำเข้ามาใช้ด้วย เพื่อมิให้เครื่องมือที่นำมาใช้นั้น ส่งผลที่ขัดแย้งกับเป้าหมายของนโยบาย ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนราคาใบยาสูบแก่เกษตรกรในสหรัฐอเมริกา กลับไปส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบมีมากขึ้น และมีราคาถูกลงกว่าเดิม (จนมีผู้บริโภคมากขึ้น)ทั้งที่นโยบายของรัฐต้องการให้มีการสูบยาน้อยลง เป็นต้น
ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือนโยบายที่ต่างกัน ว่ามีผลเกื้อหนุนหรือส่งผลขัดแย้งกันอย่างไร และเครื่องมือนโยบายที่ต่างกันนั้น ก็มีผลต่อการเลือกโครงสร้าง(หน่วยงาน)การนำนโยบายไปปฏิบัติที่ต่างกัน และต้องให้ความสนใจกับเครื่องมือนโยบายที่อาจจะมีหน่วยงานเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ข้อเสนอแนะประการต่อมาที่ May นำเสนอคือ ตัวนโยบายจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญที่สามารถกระตุ้นหรือบังคับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายไปปฏิบัติตามแนวทางที่ต้องการ อาทิ การสร้างแรงจูงใจที่พึงปรารถนา โครงสร้างการตัดสินใจ และการปลูกฝังลักษณะนิสัย และค่านิยมที่ปรารถนาเข้าไปยังตัวผู้ปฏิบัติ การสร้างความผูกพันกับตัวเป้าหมายนโยบาย การเพิ่มสมรรถนะของหน่วยงานเพื่อการบรรลุเป้าหมาย ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการออกแบบนโยบาย
โดยการทำความเข้าใจกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติในปัจจุบัน การทำความเข้าใจแต่เพียงว่า หน่วยงานของรัฐนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างไรนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป หากแต่มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในความเป็นพลวัตรและการปฏิบัติของหน่วยงานและสถาบันอื่น ว่าเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันอย่างไรด้วย หน่วยงานต่างๆมีการนำเอานโยบายไปปฏิบัติอย่างไร มีข้อจำกัดหรือข้อบกพร่องประการใดในการที่จะรับเอานโยบายใหม่ๆไปปฏิบัติ รวมถึงการตระเตรียมการเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อีกปัจจัยที่ควรคำนึงถึงคือ เรื่องของการใช้ดุลพินิจและความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติ ในการตีความกฎระเบียบและดำเนินโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการหรือความจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อน เพราะในแง่มุมหนึ่ง การใช้ดุลพินิจที่ไม่แน่นอน อาจจะส่งผลนโยบายเบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์เดิมได้ แม้จะมีกลไกหลายประการที่สามารถนำมาใช้ควบคุมในส่วนนี้ได้ก็ตาม แต่การเลือกกลไกเหล่านี้ก็ถูกจำกัดโดยความเชื่อ ค่านิยม และตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
ท้ายสุด May ได้ย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักว่า “การออกแบบนโยบายที่ดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงการนำนโยบายไปปฏิบัติในทุกๆด้าน”
การศึกษาอุปสรรคของนโยบายสาธารณะ
สรุปความจาก Spratt, Kai. (2009) Policy Implementation Barriers Analysis: Conceptual Framework and Pilot Test in Three Countries.
Spratt กล่าวถึง ความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับอุปสรรคของนโยบายที่สัมพันธ์กับการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการพัฒนาแนวคิดตลอดจนมาตรการเพื่อใช้ในการประเมินและลดทอนอุปสรรคต่างๆ ลง เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมายังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่เพียงพอในการก้าวข้ามอุปสรรค ความล่าช้า และการขาดแรงจูงใจที่เหมาะสมในการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยปัจจัยที่ Spratt เห็นว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่
• ความขัดแย้งและการคาบเกี่ยวระหว่างนโยบาย (Conflicting/intersecting policies) จากการที่นโยบายระดับชาติมักจะถูกกำหนดไว้อย่างกว้างๆนั้น อาจจะไม่สอดรับกับนโยบายในระดับท้องถิ่นหรือไม่ได้รับการสนับสนุนเมื่อมีการนำไปปฏิบัติ
• ระดับแรงจูงใจและความผูกพัน ( Low motivation and commitment) ผลลัพธ์ของกระวยนการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของตัวผู้ปฏิบัติด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจและความผูกพันของบุคลากร องค์การ หรือสถาบัน ซึ่งต่างเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับปฏิบัติการนั้นมีบทบาทแฝงในการเรียกร้องหรือปฏิเสธโครงการต่างๆของนโยบายได้ ทั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อให้แรงจูงใจของผู้เกี่ยวของลดต่ำลงได้ อาทิ การรับรู้ถึงความสำคัญของปัญหา การจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน การขาดสิ่งจูงใจที่เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งการมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เป็นต้น
• การปฏิบัติงานในหลายระดับ (Implementation at multiple levels) การนำนโยบายไปปฏิบัติในบางระดับมักจะมีการต่อต้านจากสังคม หรือการไม่มีส่วนร่วมจากสังคมเท่าที่ควร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น สามารถลดทอนอุปสรรคในส่วนนี้ลงได้ และยังช่วยเพิ่มความผูกพันกับนโยบาย และความเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายระหว่างการนำนโยบายไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี
• การเลือกปฏิบัติ และเพศสภาพ (Stigma, discrimination, and gender) ประเด็นดังกล่าวนี้ มักจะไม่มีการระบุในช่วงของการพัฒนานโยบายเท่าใดนัก แม้ว่าประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
• การก่อรูปนโยบายกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy formulation versus implementation) การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างการก่อรูปนโยบายกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการระบุให้ชัดเจนเพื่อให้นโยบายเกิดประสิทธิผลมากที่สุด
นอกจากนี้ Spratt ยังกล่าวถึง ปัญหาในการนำนโยบายไปปฏิบัติอีกประการว่า ตัวแสดงในกระบวนการนโยบายมักจะรู้ถึงบทบาทองค์การของตนเป็นอย่างดี แต่มักจะไม่เห็นภาพรวมของการดำเนินงานที่บางครั้งจำเป็นต้องสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งยังมีผลให้บุคคลเพียงคนเดียวหรือองค์การเดียวไม่สามารถที่จะระบุได้อย่างถูกต้องหรือครบถ้วนว่า อุปสรรคสำคัญของการนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดขึ้น ณ จุดใด ดังนั้นการร่วมมือและการประสานงานระหว่างองค์การจึงมีความสำคัญต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติด้วยเช่นกัน
Spratt กล่าวถึง ความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับอุปสรรคของนโยบายที่สัมพันธ์กับการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการพัฒนาแนวคิดตลอดจนมาตรการเพื่อใช้ในการประเมินและลดทอนอุปสรรคต่างๆ ลง เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมายังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่เพียงพอในการก้าวข้ามอุปสรรค ความล่าช้า และการขาดแรงจูงใจที่เหมาะสมในการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยปัจจัยที่ Spratt เห็นว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่
• ความขัดแย้งและการคาบเกี่ยวระหว่างนโยบาย (Conflicting/intersecting policies) จากการที่นโยบายระดับชาติมักจะถูกกำหนดไว้อย่างกว้างๆนั้น อาจจะไม่สอดรับกับนโยบายในระดับท้องถิ่นหรือไม่ได้รับการสนับสนุนเมื่อมีการนำไปปฏิบัติ
• ระดับแรงจูงใจและความผูกพัน ( Low motivation and commitment) ผลลัพธ์ของกระวยนการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของตัวผู้ปฏิบัติด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจและความผูกพันของบุคลากร องค์การ หรือสถาบัน ซึ่งต่างเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับปฏิบัติการนั้นมีบทบาทแฝงในการเรียกร้องหรือปฏิเสธโครงการต่างๆของนโยบายได้ ทั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อให้แรงจูงใจของผู้เกี่ยวของลดต่ำลงได้ อาทิ การรับรู้ถึงความสำคัญของปัญหา การจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน การขาดสิ่งจูงใจที่เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งการมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เป็นต้น
• การปฏิบัติงานในหลายระดับ (Implementation at multiple levels) การนำนโยบายไปปฏิบัติในบางระดับมักจะมีการต่อต้านจากสังคม หรือการไม่มีส่วนร่วมจากสังคมเท่าที่ควร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น สามารถลดทอนอุปสรรคในส่วนนี้ลงได้ และยังช่วยเพิ่มความผูกพันกับนโยบาย และความเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายระหว่างการนำนโยบายไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี
• การเลือกปฏิบัติ และเพศสภาพ (Stigma, discrimination, and gender) ประเด็นดังกล่าวนี้ มักจะไม่มีการระบุในช่วงของการพัฒนานโยบายเท่าใดนัก แม้ว่าประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
• การก่อรูปนโยบายกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy formulation versus implementation) การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างการก่อรูปนโยบายกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการระบุให้ชัดเจนเพื่อให้นโยบายเกิดประสิทธิผลมากที่สุด
นอกจากนี้ Spratt ยังกล่าวถึง ปัญหาในการนำนโยบายไปปฏิบัติอีกประการว่า ตัวแสดงในกระบวนการนโยบายมักจะรู้ถึงบทบาทองค์การของตนเป็นอย่างดี แต่มักจะไม่เห็นภาพรวมของการดำเนินงานที่บางครั้งจำเป็นต้องสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งยังมีผลให้บุคคลเพียงคนเดียวหรือองค์การเดียวไม่สามารถที่จะระบุได้อย่างถูกต้องหรือครบถ้วนว่า อุปสรรคสำคัญของการนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดขึ้น ณ จุดใด ดังนั้นการร่วมมือและการประสานงานระหว่างองค์การจึงมีความสำคัญต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติด้วยเช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










